BAKUMAN バクマン=博打 bakuchi+漫画 Manga
เผอิญวันก่อน เพิ่งได้อ่าน BAKUMAN คืนเดียว รวดเดียวจบ 13 ตอน
(ปัจจุบันเรื่องนี้ยังตีพิมพ์ต่อเนื่องในจัมป์)
เพราะว่าเพิ่งได้อ่านบลูดรากอนรวมเล่มไทยจบ เลยตามหาเรื่องอื่นอ่าน
ไม่ได้กะว่าจะหาของอ.โอบาตะ แต่เพิ่งรู้ว่าเขาเขียนเรื่องใหม่ กับอ.โอบะ ทสึกุมิ
คนเขียนเรื่องเดธโน็ต เลยตามหาอ่าน มันตรงใจมากที่เขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับ
“นักเขียนการ์ตูน” ทำให้เรารู้สึกว่า ความสามารถของอ.โอบาตะนั้น
คือการวาดเรื่องที่ธรรมดาๆ ให้ดูไม่ธรรมดา
คือ เขาสามารถเขียนเรื่องที่คนไม่น่าจะสนใจ
ให้น่าสนใจขึ้นมาได้
เราเลยรู้สึกว่าคาแร็คเตอร์อ.เหมาะกับเรื่องแนวนี้มากกว่าแนวแฟนตาซี
(จะบอกว่า…ความสนุกของการ์ตูน…มันเกี่ยวทั้งคนเขียนเรื่องคนวาดภาพ)
เห็นมีคนบอกว่าอ.เขียนบลูดรากอนเพราะอยากเขียน
จริงๆเราว่าก็สนุกดีนะ
(ถึงเทียบกับเรื่องอื่นๆที่อ.วาดแล้วจะด้อยกว่า)
บลูดรากอนจบเร็วไปหน่อย 4 เล่ม แต่แฟนเกิร์ลส่วนใหญ่คงจะรับไม่ได้
ที่เรื่องนี้อ.เขาเขียนเซอร์วิสผู้ชายเยอะ…(แบบโอ้…เกรท)
อ่าน BAKUMAN จบปวดตาเลย แต่ประทับใจคำพูดหลายๆอันในเรื่องมาก
รู้สึกตัวเอกในเรื่องคิดตรงกับเราหลายอย่าง
(ตัวเอกหลักๆมี 2 คน เป็นนักเรียนมัธยมที่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูน)
ไม่รู้คนธรรมดา ที่ไม่ได้อยากเป็นนักเขียนการ์ตูนอ่านแล้วจะอินไหม
แต่เราอิน
อ่านจากขวาไปซ้าย

-ประโยคนี้ เราคิดว่าเป็นจริง “คนที่เป็นนักเขียนการ์ตูนได้จริง
คือเลี้ยงชีพได้ด้วยการเขียนการ์ตูนอย่างเดียว
มีจำนวนน้อยมาก และต้องมีความสามารถจริงๆ คือเข้าขั้นอัจฉริยะ”
ส่วนที่เหลือ คือ “นักเสี่ยงโชค”
อาจจะต้องเสี่ยงว่า…เรื่องจะดังหรือไม่ดัง…
ประเด็นคือ อ่านเรื่องนี้จบไป 13 ตอนแล้วรู้สึกว่า
…จริงๆ ไม่ว่าจะอัจฉริยะ หรือไม่…
ก็เป็นนักเขียนการ์ตูนได้
ถ้าหากมีความพยายามและมีความฝันจริงจัง
และกล้าที่จะเสี่ยง
และใครๆก็บอกว่า…พรแสวง…
และความพยายาม มันเหนือกว่าพรสวรรค์

-ช่องนี้ชอบเพราะ อ่านแล้วเหมือนเห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในช่องนั้น…
คือแบบแรงกดดัน ทางด้านชีวิต การเรียน การงาน
(แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจได้)
เรารู้ึสึกว่าคนที่คิดจะทำด้านการ์ตูน
หลายๆคนอาจจะผ่านความรู้สึกเหล่านั้นมา

-นี่ด้วย เป็นนักเขียนการ์ตูน มันจะมีเวลาสำหรับเรื่องรักๆใคร่ๆได้ไง
ถึงมีก็คงไม่มีเวลาให้หรอก อันนี้เตรียมใจหน่อย

-อันนี้โดน…คือถ้ามีคนมาพูดอย่างนี้จะตอบกลับด้วยประโยคเดียวกัน
“จะเสียใจแน่ถ้าหากพยายามดื้อรั้นที่จะทำต่อไป…”
“ถ้าก้าวไปตามความฝันและพลาดล้มลงหรือไม่สำเร็จหนะเสียใจแน่
แต่ ไม่อยากเสียใจเพราะไม่ได้ลองทำ”

-นี่มันคำพูดที่เคยคิดในหัวชัดๆ
…จริงๆไม่ต้องแนวผู้ชายก็ได้
แต่ไม่ชอบแนวเหียกหนะ
…เช่น แนวที่ออกมาแป๊บๆก็โจ้วกัน
โชว์ฉากเซ็กซี่ ฉากข่มขืนแบบไร้เหตุผล….
ตัวละครทำอะไรที่อ่านแล้วรู้สึก..เห้ออออ..
เราว่าแนวรักแบบการ์ตูนผู้หญิงก็เขียนให้ดียากเหมือนกัน
ยิ่งเป็นเรื่องที่ธรรมดามากเท่าไร
ก็ยิ่งเขียนให้น่าสนใจยากขึ้นเท่านั้น
เมื่อวานคุยกับเพื่อน…
จริงๆ ผู้ชายหลายคนชอบดูแนวรักหรืออ่านการ์ตูนผู้หญิงที่ดีๆนะ…



-มีนักเขียนการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จอยู่ 2 ประเภท
1.ประเภทที่วาดในสิ่งที่อยากวาด
2.ประเภท คำนวณไว้ก่อนว่าวาดแนวไหนถึงจะดัง
…แบบเกาะติดเทรนด์ เอาใจกระแส
แต่คนที่ประสบความสำเร็จแบบโด่งดัง มักเป็น “ประเภทแรก”
(นักวาดเราคิดว่า…ก็เหมือนกัน)

กฏ 5 ข้อของการเป็นลูกผู้ชาย
=กฏ 5 ข้อของการเป็นนักเขียนการ์ตูน
1.อย่าทำงานลวกๆ…’Pour you blood into ink’ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ
เลือด หยาดเหงื่อ น้ำตาลงไปในงาน…คนอ่านจะรู้สึกได้…
2.อย่าไขว่คว้าชื่อเสียง…หรือ ความดังชั่วครั้งชั่วคราว
มันเหมือนดอกไม้ที่ไม่่จีรัง วันนึงก็เหี่ยวเฉา อยู่ได้ไม่นาน คนก็ลืม…
ฝังรากลึกลงไปเพื่อให้ตั้งอยู่ได้มั่น และอยู่ในความทรงจำของผู้ึคน
3.ไม่ว่าจะสำเร็จแค่ไหน…อยู่ในสถานะอะไร ไม่ต้องเสียใจ
ถ้าหากมีตัวเลือกระหว่างอยู่อย่างสงบ กับอยู่กลางพายุ…
“จงเลือกที่จะอยู่กลางพายุ”
(อันนี้เราเข้าใจแล้วหละ…แล้วก็เห็นด้วย…
แต่ไม่อยากตีความมาก ลองคิดและตีความกันเอาเอง
บังเอิญที่ก่อนหน้านี้คุยกับเพือน เพื่อนก็เอ่ยถึงเ้รื่องนี้
มันตรงกับคำพูดเรื่องนี้พอดี)
4.หากพลาดล้ม ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องเสียใจ
เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น และใช้เป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จ
5.ถ้าหากมีความเชื่อในกฏข้อที่ผ่านๆมา
แปลว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงลำพัง
เรียนรู้จากผู้คนอื่นๆและสิ่งต่างๆรอบตัวและเก็บเกี่ยวมันเท่าที่ทำได้

-ตรงนี้มันมาจาก…
ประโยคสนทนาก่อนหน้านี้ คือ บ.ก.จัมป์บอกคาแร็คเตอร์หลัก 2 คน
ในเรื่อง..การ์ตูนในจัมป์นั้น ตัดสินจากผลของคนอ่านและแบบสอบถาม
คือ “ถ้าหากการ์ตูนเืรื่องไหน มีคนโหวตให้ 20% คือ 2 จาก 10 คน
ถือว่าการ์ตูนเรื่องนั้น ดังแล้ว”
“แทนที่จะทำอะไรโดยหวังที่จะให้คนส่วนใหญ่ชอบ
ลองคิดกลับกันบ้างว่า ทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ชอบ
แต่สุดท้ายแล้วคน 2 จาก 10 คนจะชอบงานเรา..“
ถ้าหากแนวเราไม่ใช่ mainstream คือแนวที่คนส่วนใหญ่ชอบ ก็ไม่้ต้องทำ
ทำแนว cult ก็ได้
สุดท้ายคือ..เหมือนอย่างที่บอกแหละ “เป็นตัวของตัวเอง”
http://www.onemanga.com/Bakuman/
บทสรุป
1.จากในเรื่องทำให้เรารู้สึกว่า…
นักเขียนการ์ตูนที่ญี่ปุ่น นอกจากอดทน,ขยัน,รับผิดชอบ
ต้องฉลาดและเก่งจริงด้วย ถึงเป็นกันได้
นับที่อยู่ได้อย่างสบายโดยมีชีวิตที่ดีนะ
เพราะฉะนั้น ที่ญี่ปุ่น ถึงยกย่องว่า “อาจารย์” เพราะไม่ได้ทำกันง่ายๆ
2.นักเขียนการ์ตูน ที่”ประสบความสำเร็จ”
เราอาจจะเรียกได้ว่าพวกเขามีมันสมองระดับ “อัจฉริยะ”
(คนที่เขียนได้ดีทั้งเรื่องทั้งภาพ อารมณ์ทำให้คนอื่นอินได้)



Tue, Feb 17, 2009
MANGA